ลบ แก้ไข

ปรับโครงสร้างภาคการผลิตเพื่อรับ AEC

ปัจจุบัน โลกแห่งการค้ามีการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น โดยเฉพาะเมื่อรัฐบาลของแต่ละประเทศได้มีการทำข้อตกลงการค้าขายระหว่างประเทศ ให้มีความ เป็นเสรีมากขึ้น กฎระเบียบ ภาษีที่เปรียบเสมือนกำแพงที่ปกป้องผู้ประกอบการในประเทศก็ถูกผ่อนปรน มีการเคลื่อนย้าย สินค้า การบริการ การลงทุนและเงินทุนระหว่างประเทศ กลายเป็น โลกเศรษฐกิจที่ไม่มีพรมแดน อย่างไรก็ดี การเปิดการค้าเสรีให้ผลทั้งในด้านบวกและด้านลบต่อเศรษฐกิจไทย โดยผลในด้านบวก อาทิ การขยายตลาดการค้าในประเทศคู่สัญญา โอกาสการขยายการลงทุน และการรองรับการลงทุนจากประเทศคู่สัญญา อย่างไรก็ดี ผลด้านลบจากการเปิดการค้าเสรี เช่น สินค้าที่ผลิตในประเทศต้องเผชิญกับการแข่งขันที่สูงจากสินค้านำเข้า เนื่องจากกำแพงภาษีสินค้าบางประเภทถูกปรับลดลง หรือยกเลิก ส่งผลให้สินค้านำเข้าอาจมีราคาถูกกว่าสินค้าที่ผลิตในประเทศ เป็นต้น 
 
และภาวะดังกล่าวนี้มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทยและ ธุรกิจให้ต้องปรับตัว อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงของโลกการค้า ยังคงไม่หยุดนิ่งอยู่กับที่ เห็นได้จากนโยบายของภาครัฐที่มีแผนการที่จะเจรจาการค้าเสรีกับอีกหลายประเทศ อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ที่จะมีผลต่อธุรกิจไทยอย่างมีนัยสำคัญในช่วงระยะเวลา อันใกล้นี้ คือ การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community: AEC) ในปี 2558 ภายใต้วัตถุประสงค์ “ตลาดและฐานการผลิตเดียว หรือ Single Window” ซึ่งจะทำให้เกิดความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจระหว่างภูมิภาคให้มีความเข้มแข็ง ขึ้น และเพิ่มอำนาจต่อรองในเวทีเศรษฐกิจโลก 
 
สำหรับการรวมตัวเป็น AEC จะช่วยเปิดโอกาสทางธุรกิจให้กับผู้ประกอบการไทยในการที่จะขยายการลงทุนออกไป ยังประเทศในภูมิภาคอาเซียน ได้คล่องตัวขึ้น จากกฎระเบียบการลงทุนที่ถูกผ่อนคลายลงสำหรับประเทศสมาชิกอาเซียนด้วยกัน อีกทั้งยังเป็นโอกาสในการขยายฐานตลาดที่มีขนาดใหญ่ขึ้น 
 
แต่ AEC ก็จะมีผลต่อการแข่งขันของภาคธุรกิจไทย อาทิ ในด้านของการแข่งขันการดึงดูดนักลงทุนจากต่างชาติให้เข้าไปตั้งฐานการผลิต สินค้า การแข่งขันในสินค้าสำเร็จรูปจะรุนแรงมากขึ้น โดยเฉพาะด้านของราคา เนื่องจากกำแพงภาษีการนำเข้าสินค้าได้ถูกยกเลิกลงไปหลายประเภท ทำให้ผู้ประกอบการไทยจำเป็นต้องเร่งปรับกระบวนการผลิตสินค้าให้ได้ ประสิทธิภาพ มีต้นทุนที่สามารถรองรับการแข่งขันที่จะทวีความรุนแรงขึ้น 
 
เร่งปรับยุทธศาสตร์เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน......รองรับ AEC
 
การปรับโครงสร้างการผลิตของประเทศจำเป็นต้องทำควบคู่กันไป ทั้งในภาคเอกชนเอง และการสนับสนุนเชิงนโยบายจากภาครัฐ 
 
ปัจจุบัน ผู้ประกอบการธุรกิจได้มีการปรับโครงสร้างการผลิตสินค้าของตนเองให้มี ประสิทธิภาพขึ้น อาทิ การนำเครื่องจักรกลเข้ามาใช้แทนกำลัง แรงงาน การปรับกระบวนการผลิตที่ซ้ำซ้อน โดยหาเทคนิคใหม่ๆ เข้ามาช่วย การเพิ่มประสิทธิภาพของกำลังแรงงาน จากการส่งเสริมการเรียนรู้ การจัดเทรนนิ่งเพื่อหาวิธีการผลิตใหม่ที่สามารถ เพิ่มจำนวนผลผลิตต่อคนให้สูงขึ้น และการหาพันธมิตรเครือข่ายในการผลิต เป็นต้น 
 
ขณะเดียวกัน ท่ามกลางทิศทางราคาพลังงานที่มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่องในระยะยาว ประกอบกับสภาพการแข่งขันที่บีบคั้นมากขึ้น ก็ทำให้ ธุรกิจจำเป็นต้องปรับโครงสร้างด้านต้นทุนเพื่อควบคุมต้นทุนการผลิตให้แข่ง ขันได้ โดยการปรับระบบการผลิตและการขนส่งให้สิ้นเปลืองพลังงานน้อยลง หรือหันไปใช้พลังงานหมุนเวียนเพื่อลดการพึ่งพาพลังงานจากฟอสซิล 
 
การเปลี่ยนแปลงทั้งหลายเหล่านี้ เป็นไปเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของตนเองให้สามารถดำรงอยู่ท่าม กลางสภาวะการแข่งที่มิใช่แต่ เพียงภายในประเทศ แต่เป็นการแข่งขันที่กว้างไกลในระดับภูมิภาคหรือระดับโลก 
 
 
 
สำหรับผลิตภาพแรงงานของไทยในภาคการผลิต พบว่า มีการเปลี่ยนแปลงในลักษณะที่ดีขึ้น แม้ว่าในช่วงไตรมาสแรกของปี 2555 ที่ผ่านมา ผลิต ภาพแรงงานของไทยจะปรับลดลง แต่มีสาเหตุมาจากผลกระทบจากภาวะน้ำท่วมในปีที่ผ่านมา ซึ่งโรงงานหลายแห่งยังไม่กลับมาฟื้นตัวดีนัก 
 
 
 
อย่างไรก็ตาม ภายหลังจากการปรับขึ้นอัตราค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำในวันที่ 1 เมษายน 2555 ที่ผ่านมา ก็อาจมีผลต่อการที่ผู้ประกอบการจะหันมา พึ่งพาเครื่องจักรกล เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตมากขึ้น ซึ่งเมื่อพิจารณารายงานของ สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม พบว่า ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2555 ของ ไทยปรับตัวดีขึ้น ตามการฟื้นตัวของโรงงานหลายแห่งที่ก่อนหน้านี้ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมในปี ที่ผ่านมา 
 
อย่างไรก็ดี การปรับโครงสร้างการผลิตยังคงต้องมีการปรับตัวอยู่อย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ เนื่องจากภาวะแวดล้อมและเงื่อนไขการทำธุรกิจมีการปรับ เปลี่ยนอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะภาวะความกดดันจากภายนอกประเทศ จากโลกการค้าที่มีความเป็นเสรี มีความเชื่อมโยงระหว่างประเทศภายใต้ข้อกำหนด กฎเกณฑ์การค้าการลงทุนที่ผ่อน คลายลง แต่ขณะเดียวกันก็มีความซับซ้อนในตัวเอง เช่น ภายใต้ข้อตกลงการค้าเสรี หรือ FTA ระหว่างประเทศ เช่น FTA ระหว่าง ไทย-ญี่ปุ่น FTA ระหว่าง ไทย-จีน FTA ระหว่าง ไทย-ออสเตรเลีย และ FTA ระหว่าง ไทย-นิวซีแลนด์ เป็นต้น โดยมีวัตถุประสงค์ คือ การลดภาษีศุลกากรโดยครอบคลุมการเปิดเสรีด้านสินค้า บริการและการลงทุนระหว่างประเทศสมาชิกให้เหลือน้อยที่สุด หรือ ไม่มีภาษี (ร้อยละ 0.0) และใช้อัตราภาษีปกติกับประเทศนอกคู่สัญญา ปัจจุบันการทำสนธิสัญญาการค้าเสรีมิได้กระทำกับเพียงประเทศใดประเทศหนึ่ง เท่านั้น ประเทศไทยได้มีการทำข้อตกลง การค้าเสรีกับหลายประเทศและหลายกลุ่มประเทศ เช่น การทำสนธิสัญญาระหว่าง อาเซียน-จีน การทำสนธิสัญญาระหว่าง อาเซียน-ออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์ อาเซียน+3 (จีน สาธารณรัฐเกาหลี และญี่ปุ่น) และอาเซียน+6 (จีน สาธารณรัฐเกาหลี ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และอินเดีย) เป็นต้น 
 
สำหรับข้อผูกพันทางการค้าและการลงทุนที่จะเข้ามามีบทบาทสำคัญต่อภาค ธุรกิจไทย คือ การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community: AEC) ในปี 2558 ซึ่ง AEC นี้ นอกจากจะเสริมสร้างความแข็งแกร่งและโอกาสในการทำธุรกิจให้กับกลุ่ทผู้ประกอบ การไทยแล้ว แต่ก็ได้กลายมาเป็นปัจจัยท้าทายใน การทำธุรกิจให้กับผู้ประกอบการไทย 
 
ทั้งนี้ เมื่อเปรียบเทียบโครงสร้างทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียนด้วยกัน นั้น พบว่า มีความคล้ายคลึงกันอยู่ระดับหนึ่ง คือ ประเทศ สมาชิกส่วนใหญ่เป็นประเทศเกษตรกรรม พึ่งพาการลงทุนจากต่างประเทศ การเติบโตของเศรษฐกิจมาจากการขับเคลื่อนในภาคการอุตสาหกรรมและบริการ 
 
 
 
อย่างไรก็ดี มีประเทศสมาชิกอาเซียนบางประเทศที่มีโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่แตกต่างจาก ประเทศอื่น เช่น บรูไน และสิงคโปร์ ที่โครงสร้าง เศรษฐกิจจะเน้นไปยังภาคอุตสาหกรรมและภาคบริการ เนื่องจากภูมิประเทศไม่เอื้อต่อกิจกรรมด้านเกษตรกรรม ขณะที่กลุ่มประเทศ CLMV (กัมพูชา ลาว พม่าและเวียดนาม โครงสร้างเศรษฐกิจส่วนใหญ่จะกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มภาคเกษตรกรรม 
 
 
 
สำหรับการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียน เมื่อพิจารณาผลิตภาพแรงงานต่อคน พบว่า ประเทศไทยอยู่ อันดับที่ 3 รองจากสิงคโปร์และมาเลเซีย โดยผลิตภาพของไทยจะอยู่ที่ประมาณ 15,000 เหรียญสหรัฐฯต่อแรงงาน 1 คนซึ่งสูงกว่าภาพรวมของอาเซียนก็ตาม แต่เมื่อเปรียบเทียบกับสิงคโปร์ และมาเลเซียแล้ว ภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งรวมถึงผู้ประกอบการยังมีความจำเป็นที่จะต้องมีการปรับโครงสร้างการผลิต และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการ ไทยระยะยาว โดยในส่วนของหน่วยงานภาครัฐมีประเด็นท้าทายหลายประการในการที่จะเร่งวางแผน ในเชิงนโยบายจากภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการที่จะเข้ามาสนับสนุน อาทิ 
 
  • การปรับยุทธศาสตร์นโยบายการส่งเสริมการลงทุน โดยมีนโยบายที่จะดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศในกลุ่มที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง และ กระบวนการผลิตที่มีนวัตกรรมใหม่เข้ามาลงทุนในไทยมากขึ้น เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มในอุตสาหกรรมการผลิตของไทย ขณะเดียวกันส่งเสริมผู้ประกอบการไทยในการลงทุนในกระบวนการผลิตที่มีคุณค่า สูง (High-Value Product) พึ่งพาการใช้เครื่องจักรกลและเทคโนโลยีในกระบวนการผลิต เพื่อลดอัตราการพึ่งพิงกำลังแรงงาน ประกอบการผลิตสินค้าที่มีเทคโนโลยีสูง มากกว่าการผลิตสินค้าที่มีคุณค่าต่ำ ที่ต้องเผชิญการแข่งขันที่สูง โดยเฉพาะการแข่งขันในด้านราคา 
  • การปรับยุทธศาสตร์ด้านแรงงาน ทั้งนี้กำลังแรงงานเป็นปัจจัยในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สำคัญ แม้ว่าจะมีการรณรค์ให้ผู้ประกอบการหัน มาใช้เครื่องจักรในการผลิตสินค้า แต่สำหรับงานบางประเภทจำเป็นต้องพึ่งพากำลังแรงงาน สำหรับประเด็นเรื่องแรงงานที่เป็นปัญหาสั่งสมมานาน คือ การขาดแคลนแรงงานในกลุ่มแรงงานที่มี ทักษะเฉพาะ หรือ Skilled Labour ซึ่งสาเหตุส่วนหนึ่งน่าจะมาจากกำลังแรงงานที่มีอยู่ไม่สอดคล้องกับตำแหน่ง งาน 
  • การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะระบบคมนาคมขนส่งให้มีประสิทธิภาพ เพื่อลดต้นทุนการขนส่ง จากรายงานของ สำนักงานพัฒนา เศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ พบว่า ต้นทุนค่าขนส่งไทยต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ มีสัดส่วนอยู่ที่ร้อยละ 15.2 (ตัวเลขล่าสุด ณ ปี 2553) ขณะที่สิงคโปร์มีสัดส่วนอยู่อที่ประมาณร้อยละ 8.0 มาเลเซียอยู่ที่ประมาณร้อยละ 12.0 และเวียดนามอยู่ที่ประมาณร้อยละ 19.0 ต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ ดังนั้น รัฐบาลไทยคงต้องเร่งพัฒนาระบบคมนาคมขนส่ง เช่น ถนน ระบบ รถไฟรางคู่ ท่าเรือ และสนามบิน เพื่อให้เกิดการเชื่อมโยงในระบบการขนส่ง ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบการประหยัดต้นทุนในการขนส่ง ซึ่งแนวโน้มพลังงานมีการปรับตัวสูงขึ้นในระยะข้างหน้า 
ขณะที่ภาคเอกชนคงจะต้องมีการปรับกระบวนการผลิต ซึ่งนอกเหนือจากการปรับในเรื่องของสมรรถนะในด้านแรงงาน การปรับเทคนิคการผลิต และการมองหาเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาเสริมในด้านของประสิทธิภาพในการผลิตแล้ว ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มีความเห็นว่า การปรับโครงสร้างการผลิตสามารถมองได้ 2 กรณี ได้แก่ 
 
  • การสร้างความเข็มแข็งของอุตสาหกรรมในประเทศ คือ การสร้างเครือข่ายพันธมิตรการผลิตที่พึ่งพาห่วงโซ่การผลิตในประเทศเป็นหลัก เพื่อ สร้างความเข็มแข็งในอุตสาหกรรมการผลิตของไทยและสร้างความเชื่อมโยงในกระบวน การผลิตให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น 
  • การสร้างความเชื่อมโยงของอุตสาหกรรมระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียน คือ นอกเหนือจากการพึ่งพาห่วงโซ่ในประเทศผู้ผลิตก็อาจจะต้อง สร้างความเชื่อมโยงห่วยโซ่การผลิตระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียน โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมการผลิตที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบ จากต่างประเทศ อาจต้องหันมามองวัตถุดิบในประเทศสมาชิกอาเซียนด้วยกัน ขณะเดียวกันก็อาจมีการว่าจ้างการผลิตสินค้าในประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อนำกลับมาประกอบในไทย ทั้งนี้ เพื่อที่จะได้รับประโยชน์สูงสุดจากการรวมกลุ่มประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน 
     
 
 
บทสรุปและข้อเสนอแนะ 
 
การปรับโครงสร้างการผลิตเป็นสิ่งที่มีความสำคัญและจำเป็น เพื่อให้กระบวนการผลิตมีประสิทธิภาพและสามารแข่งขันได้ โดยเฉพาะเมื่อภาวะแวดล้อมรอบตัวในการดำเนินธุรกิจนั้นถูกปรับเปลี่ยนไปตาม ปัจจัยต่างๆที่เกิดขึ้น ซึ่งการปรับโครงสร้างผลิตของไทยนั้น ไม่เพียงแต่เพื่อการรองรับ AEC เท่านั้น แต่ควรจะเป็นการปรับโครงสร้างการผลิต เพื่อการเติบโตที่ยั่งยืนของเศรษฐกิจไทย 
 
สำหรับกระบวนการปรับโครงสร้างการผลิตนั้น คงต้องอาศัยการสนับสนุนจากทุกฝ่าย ทั้งจากภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการวางแผน นโยบายในการส่งเสริมให้เกิดการเปลี่ยนแปลงหรือพัฒนาทางโครงสร้างการผลิตให้ มีประสิทธิภาพ อาทิ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อสนับสนุนกิจกรรมการขนส่งสินค้าทั้งในและนอกประเทศ การส่งเสริมการพัฒนาศักยภาพของกำลังแรงงานให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์การพัฒนา เศรษฐกิจของประเทศ การดำเนินนโยบายในเรื่องของภาษีเข้ามาจูงใจในกลุ่มที่มีการพัฒนา ผลิตภัณฑ์ตามเป้าหมาย เช่น การผลิตสินค้าที่มีคุณค่าสูง มีการใช้เทคโนโลยีใหม่เข้ามาช่วยในกระบวนการผลิต เป็นต้น นอกจากนี้ นโยบายการส่งเสริมการลงทุนควรปรับให้ทันต่อสถานการณ์ โดยให้ความสำคัญกับสาขากิจการที่มีศักยภาพการเติบโตในอนาคตข้างหน้า และมีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีความหลากหลายมากขึ้น แทนการกระจุกตัวเฉพาะผลิตภัณฑ์ใดผลิตภัณฑ์หนึ่ง เพื่อลดความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงทางธุรกิจในระยะข้างหน้า 
 
ขณะเดียวกันภาคเอกชนก็มีโจทย์ที่ต้องเร่งปรับตัวและเสริมสร้างขีดความ สามารถในการแข่งขัน อาทิ การปรับเปลี่ยนเทคโนโลยีการผลิตของตน ให้สูงขึ้น มีความทันสมัย โดยเฉพาะการลงทุนในเครื่องจักรใหม่ๆ ซึ่งช่วงนี้นับเป็นจังหวะที่ดีที่ผู้ประกอบการไทยจะสามารถได้รับประโยชน์จาก ค่าเงินยูโรที่อ่อนค่าลง (เนื่องจากปัญหาวิกฤติหนี้สาธารณะในประเทศยูโร) ในการที่จะซื้อเครื่องจักรใหม่ที่มีประสิทธิภาพจากยุโรปเข้ามาเสริมความแข็ง แกร่งในกระบวนการผลิตในราคาที่ถูกลง นอกจากนี้ผู้ประกอบการยังคงต้องมองหากลุ่มลูกค้าใหม่ๆ โดยเฉพาะในกลุ่มที่มีศักยภาพทางธุรกิจในอนาคต การกระจายกลุ่มลูกค้าให้หลากหลาย และหลากผลิตภัณฑ์ เพื่อลดความเสี่ยงในการพึ่งพาลูกค้ารายใดรายหนึ่งมากเกินไป นอกจากนี้การมองหาเครือข่ายพันธมิตรในกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียนด้วยกันก็ เป็นสิ่งสำคัญเช่นกัน



เรียบเรียงโดย KERO uAsean.com
เนื้อหาอ้างอิงจาก KSMECare, thaifranchisecenter.com
 

 

เกี่ยวกับประเทศ

 

Editor Bow
ชม 2,102 ครั้ง
 

เรื่องที่เกี่ยวข้อง


สงวนลิขสิทธิ์ © 2556 uAsean.com มหานครอาเซียน